Skip to content
Log in Sign Up
BIC DARKBIC
  • หน้าหลัก
  • หลักสูตรพัฒนาธุรกิจ
    • Advanced Franchise Program
    • Retail Management Program
    • Chain Store Business and Management (CBD)
    • Professional Business Design Program
    • Franchise Business Development Program
    • Growth Strategies Program
    • Restaurant Management Program
    • Store Management &Operation Training
    • Professional Field Visit
    • Franchise Cloning Business
  • In-house Training
  • บทความและข่าวสาร
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
0

Currently Empty: ฿0.00

Continue shopping

BIC DARKBIC
  • หน้าหลัก
  • หลักสูตรพัฒนาธุรกิจ
    • Advanced Franchise Program
    • Retail Management Program
    • Chain Store Business and Management (CBD)
    • Professional Business Design Program
    • Franchise Business Development Program
    • Growth Strategies Program
    • Restaurant Management Program
    • Store Management &Operation Training
    • Professional Field Visit
    • Franchise Cloning Business
  • In-house Training
  • บทความและข่าวสาร
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา

วิธีการจัด Shelfs ในร้านค้าปลีก

Home » บทความและข่าวสาร » วิธีการจัด Shelfs ในร้านค้าปลีก
Business

วิธีการจัด Shelfs ในร้านค้าปลีก

  • 19/11/2025
  • Com 0

วิธีการจัด Shelfs ในร้านค้าปลีก

การออกแบบระยะห่างระหว่างเชลฟ์และทางเดินในร้านคือหัวใจของ “เดินสบาย–ซื้อคล่อง–ปลอดภัย”

เพราะความกว้างที่พอดีช่วยให้ลูกค้าเลี้ยวหยิบสินค้าได้ง่าย ลดการชนหรือกีดขวางรถเข็น เพิ่มเวลาหยุดมองเอ็นด์แคป และทำให้พนักงานเติมของ–ทำความสะอาดทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่รบกวนลูกค้า เกณฑ์เชิงปฏิบัติสำหรับร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์ขนาดเล็ก–กลาง และร้านแพ็กเกจจิ้ง คือกำหนดทางเดินหลักประมาณ 1.8–2.1 เมตร เพื่อรองรับรถเข็นสวนกันพร้อมพื้นที่ตั้งโปรโมชันหรือเอ็นด์แคป ส่วนทางเดินรองระหว่างเชลฟ์กำหนด 1.2–1.5 เมตร เหมาะกับลูกค้าที่ถือ ตะกร้าหรือใช้รถเข็นขนาดเล็ก หากพื้นที่จำกัดจริงๆ และจำเป็นต้องทำเป็นทางเดินทางเดียวชั่วคราว ให้รักษาความกว้างไว้ที่ 0.9–1.0 เมตร และชี้สัญลักษณ์ทิศทางให้ชัดเพื่อลดการสวนทาง

วิธีคำนวณเร็วทำได้จากขนาดรถเข็นและระยะเผื่อการเคลื่อนไหว ตัวอย่างกรณีต้องให้รถเข็นสวนกัน ควรกว้างอย่างน้อยเท่ากับความกว้างรถเข็นประมาณ 0.60 เมตร คูณสอง แล้วบวกระยะเผื่อซ้าย–ขวาข้างละ 0.15 เมตร รวมราว 1.5–1.6 เมตร แต่เพื่อให้เลี้ยวและหยุดหยิบของได้คล่อง แนะนำปัดขึ้นเป็น 1.6–1.8 เมตร ในทางกลับกัน หากเป็นโซนลูกค้าเดินถือ ตะกร้าหรือไม่มีรถเข็น ความกว้าง 1.2–1.4 เมตรก็เพียงพอ โดยยังรู้สึกโปร่งและไม่เกิดคอขวดในชั่วโมงพีก ทั้งหมดนี้ควรกำหนดร่วมกับความยาวกอนโดลา ระยะเสาอาคาร และตำแหน่งเอ็นด์แคป เพื่อไม่ให้เกิด “คอแคบ” จุดสั้นๆ ที่ทำให้การไหลของคนสะดุด

บริเวณที่มีองค์ประกอบเคลื่อนไหว เช่น ตู้แช่หรือประตูที่เปิดออกสู่ทางเดิน ควรบวกเผื่อความกว้างเพิ่มอีกประมาณ 0.1–0.2 เมตร เพื่อให้เปิด–ปิดได้โดยไม่ชนลูกค้า และหน้าเอ็นด์แคปหรือจุดตัดทางเดินควรเผื่อพื้นที่กลับตัวประมาณ 1.6–1.8 เมตร เพราะเป็นจุดที่ลูกค้ามักหยุดดูสินค้า พลิกอ่านฉลาก หรือเลี้ยวกลับทันทีสำหรับรายการที่ลืมหยิบ นอกจากนี้การเข้าถึงสำหรับผู้ใช้วีลแชร์เป็นมาตรวัดคุณภาพประสบการณ์ที่สำคัญ ควรรักษาทางเดินต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 0.9 เมตร และจัดจุดกลับตัวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เมตรเป็นระยะๆ เพื่อให้เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ หากพื้นที่บังคับให้บางช่วงแคบลง แนวทางลดความอึดอัดคือกดความสูงเชลฟ์โซนนั้นลงเล็กน้อยหรือใช้เชลฟ์ปลายโค้งเพื่อลดมุมแหลมสายตา ทำให้รู้สึกกว้างขึ้นโดยไม่เสียพื้นที่ขายมากนัก

ข้อกำหนดข้างต้นจะยิ่งได้ผลเมื่อเชื่อมกับการวางผังสินค้าและการปฏิบัติการจริง โซนสินค้าหมุนเร็วควรวางชิดทางเดินหลักเพื่อให้รับภาระทราฟฟิกได้ และเว้น “ช่องหลบ” สำหรับรถเข็นสินค้าของพนักงานเติมของในช่วงเวลาเร่งด่วน วางตำแหน่งอุปกรณ์ทำความสะอาดและถังขยะในที่เข้าถึงง่ายแต่ไม่กินช่องเดิน ส่วนป้ายราคาและป้ายชี้ทางควรอยู่สูงระดับสายตาเพื่อเลี่ยงการหยุดกะทันหัน ในร้านที่ใช้รถเข็นขนาดใหญ่หรือรองรับครอบครัว ควรทดสอบเส้นทางจริงด้วยการเข็นผ่านจุดคอขวดทุกจุดตั้งแต่หน้าประตูถึงแคชเชียร์ โดยจำลองสถานการณ์ชั่วโมงพีก เช่น 3–5 โมงเย็นและวันสุดสัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าไม่มีจุดติดขัดเมื่อลูกค้าสวนกันหลายกลุ่ม

การวัดผลหลังเปิดใช้งานทำได้ง่ายด้วยการนับความหนาแน่นคนต่อนาทีในจุดวิกฤต จับเวลาจากจุดเข้าร้านถึงจุดชำระเงิน และสำรวจลูกค้าเรื่อง “รู้สึกคับแคบหรือไม่” ควบคู่การดูภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาเส้นทางที่เกิดคอขวดซ้ำๆ หากพบจุดที่ความกว้าง “พอผ่าน” แต่ยังเกิดการสะดุด ให้พิจารณาปรับตำแหน่งตะกร้า โปรโมชั่นที่ยื่นเกินแนวเชลฟ์ หรือย้ายสินค้าที่ทำให้ลูกค้าหยุดพลิกฉลากนานไปอยู่ริมทางเดินหลักแทน ทั้งนี้ก่อนก่อสร้างจริงควรตรวจซ้ำกับข้อกำหนดอาคารและทางหนีไฟในพื้นที่ รวมถึงแนวทางการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ เพื่อให้ได้สมดุลระหว่างยอดขาย ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ราบรื่น เมื่อตั้งระยะตามเกณฑ์ข้างต้นและทดสอบกับสภาพการใช้งานจริง ร้านจะได้ทางเดินที่โปร่งพอดี ทำให้ลูกค้าใช้เวลามากขึ้นต่อบิลโดยไม่รู้สึกติดขัด ทีมงานทำงานได้เร็วขึ้น และพื้นที่หน้าร้านดูเป็นระเบียบ–น่าเชื่อถือในสายตาผู้ซื้อทุกกลุ่ม

การจัดแผนผังของร้านค้า อาจจะจัดในรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ทางเดินหลัก (Main aisle): 1.8–2.1 ม. รองรับรถเข็นสวนกัน + พื้นที่ตั้งโปรฯ/เอ็นด์แคป
  • ทางเดินรองระหว่างเชลฟ์ (Secondary aisle): 1.2–1.5 ม. เหมาะกับตะกร้าถือหรือรถเข็นเล็กสวนกันพอได้
  • ขั้นต่ำที่พอเดินได้ (One-way ชั่วคราว): 0.9–1.0 ม. ใช้เฉพาะโซนทราฟฟิกต่ำ และควรทำเป็นทางเดินทางเดียว

ข้อสังเกตุ

  • ถ้ามี รถเข็นสวนกัน: กว้างอย่างน้อย = (กว้างรถเข็น ~0.60 ม. × 2) + เคลียร์รันซ์สองข้าง (0.15 ม. × 2) ≈ 1.5–1.6 ม. → แนะนำปัดขึ้น 1.6–1.8 ม.
  • ถ้า คน + ตะกร้า/ไม่มีรถเข็น: 1.2–1.4 ม. พอ

รายละเอียดหน้างาน

  • หน้า ตู้แช่/ประตูเปิดออก ให้บวกเพิ่ม +0.1–0.2 ม.
  • จุด ตัดกัน/เอ็นด์แคป เผื่อ 1.6–1.8 ม. สำหรับการเลี้ยวกลับตัว
  • ต้องการ เข้าถึงรถเข็นวีลแชร์: รักษาทางเดิน ≥0.9 ม. ต่อเนื่อง และมีจุดกลับตัว เส้นผ่าศูนย์กลาง ~1.5 ม. เป็นระยะ
  • ถ้าจำเป็นต้องทำทางเดินแคบลง ควร ลดความสูงเชลฟ์ โซนนั้น เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดและลดการชนกัน

หมายเหตุ : ตัวเลขด้านบนเป็นเกณฑ์เชิงปฏิบัติในร้านสะดวกซื้อ/ซูเปอร์ขนาดเล็ก–กลางและร้านแพ็กเกจจิ้งทั่วไป ควรตรวจซ้ำกับข้อกำหนดอาคาร/ทางหนีไฟท้องถิ่นของพื้นที่คุณก่อนก่อสร้างจริง

การออกแบบขนาดและการจัดวางเชลฟ์จึงต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของอุปกรณ์จัดแสดงสินค้าและความสะดวกของลูกค้าในขณะเดินเลือกซื้อสินค้าอย่างละเอียด การกำหนดความสูงของเชลฟ์ควรอยู่ระหว่าง 120–150 เซนติเมตรในบริเวณหน้าร้านเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าได้ในระดับสายตา ส่วนเชลฟ์ที่อยู่กลางร้านควรมีความสูงประมาณ 90–120 เซนติเมตรเพื่อไม่ให้บดบังทัศนวิสัยของลูกค้าและพนักงาน ขณะที่เชลฟ์ติดผนังสามารถสูงได้ถึง 180–220 เซนติเมตร เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้งให้เต็มที่โดยยังคงอยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าได้โดยไม่ต้องเขย่งหรือก้มมากเกินไป

ขนาดของเชลฟ์ในแต่ละช่วงควรกว้าง 90–120 เซนติเมตร และมีความลึกระหว่าง 35–45 เซนติเมตรสำหรับสินค้าทั่วไป หรือเพิ่มเป็น 50–60 เซนติเมตรหากเป็นสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งนี้ไม่ควรเกิน 60 เซนติเมตรเพื่อให้สามารถมองเห็นและหยิบสินค้าด้านหลังได้สะดวก ระยะห่างระหว่างแต่ละชั้นภายในเชลฟ์ควรพิจารณาตามขนาดสินค้า หากเป็นสินค้าชิ้นเล็กเช่นเครื่องเขียนหรืออุปกรณ์ครัว ควรเว้นระยะ 25–30 เซนติเมตร หากเป็นของใช้ในบ้านควรเพิ่มเป็น 35–45 เซนติเมตร และสินค้าขนาดใหญ่เช่นของเล่นหรือกล่องเก็บของควรมีระยะห่าง 50–60 เซนติเมตร การจัดระยะชั้นบนให้เตี้ยกว่าชั้นล่างช่วยให้เกิดความสมดุลทางสายตาและความสวยงามภายในร้าน

การเว้นระยะทางเดินระหว่างเชลฟ์เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้า ทางเดินหลักควรมีความกว้าง 120–150 เซนติเมตรเพื่อให้รถเข็นสามารถสวนทางกันได้ ส่วนทางเดินย่อยควรกว้าง 80–100 เซนติเมตร และเว้นระยะห่างระหว่างเชลฟ์กับผนังไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตรเพื่อให้ลูกค้าหยิบสินค้าและเคลื่อนไหวได้สะดวกโดยไม่เกิดการเบียดเสียด การจัดผังร้านในพื้นที่จำกัด เช่น ร้านขนาด 4×8 เมตร สามารถใช้เชลฟ์สูงไม่เกิน 120 เซนติเมตรตรงกลางร้านจำนวน 3–4 แถว โดยรอบผนังใช้เชลฟ์สูงประมาณ 200 เซนติเมตร และเว้นพื้นที่หน้าแคชเชียร์ขนาด 2×2 เมตร เพื่อให้เกิดความโล่งและรองรับการชำระเงินได้สะดวก รูปแบบการจัดเรียงแบบ U-shape หรือ Loop Layout เหมาะสำหรับร้านขนาดเล็กเพราะช่วยให้ลูกค้าเดินชมสินค้าได้ทั่วถึงทุกหมวดภายในพื้นที่ที่จำกัด การคำนึงถึงสัดส่วนเช่นนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความสบายในการเลือกซื้อสินค้า แต่ยังทำให้ร้านดูเป็นระเบียบและมีความเป็นมืออาชีพในสายตาลูกค้าอีกด้วย

เมื่อพื้นที่ร้านค้ามีจำกัด การออกแบบขนาดเชลฟ์ (shelf dimension) ต้องคำนวณให้เหมาะสมกับทั้งพื้นที่และความสะดวกของลูกค้า โดยมีหลักสัมพันธ์ดังนี้:

  1. ความสูง (Height)
  • เชลฟ์หน้าร้านทั่วไป: 120–150 ซม. (ประมาณระดับสายตา)
  • เชลฟ์กลางร้าน: 90–120 ซม. เพื่อไม่บังสายตาและให้เห็นทั่วร้าน
  • เชลฟ์ผนัง: 180–220 ซม. ใช้เต็มความสูงของผนัง

หลักคิด: ลูกค้าควรหยิบสินค้าชั้นบนสุดได้โดยไม่ต้องเขย่ง และหยิบสินค้าชั้นล่างสุดได้โดยไม่ต้องก้มมากเกินไป

  1. ความกว้างและลึก (Width & Depth)
  • ความกว้าง: 90–120 ซม. ต่อช่วงชั้น (bay)
  • ความลึก:
    • สินค้าทั่วไป → 35–45 ซม.
    • สินค้าขนาดใหญ่ → 50–60 ซม.

ควรให้ระยะลึกของเชลฟ์ไม่เกิน 60 ซม. เพื่อให้ลูกค้าเห็นสินค้าด้านหลังและหยิบได้ง่าย

  1. การเว้นระยะระหว่างชั้น (Shelf spacing)
  • สินค้าขนาดเล็ก (เช่นเครื่องเขียน, เครื่องครัว): 25–30 ซม.
  • สินค้าขนาดกลาง (ของใช้ในบ้าน): 35–45 ซม.
  • สินค้าขนาดใหญ่ (ของเล่น, กล่อง, เครื่องใช้): 50–60 ซม.

ถ้าต้องจัดสินค้าหลากหลาย ให้ชั้นบนเตี้ยกว่าชั้นล่าง เพื่อสร้างการมองเห็นที่สมดุล

  1. ระยะทางเดินและการจัดวาง (Aisle & Layout)
  • ทางเดินหลัก: 120–150 ซม. (ให้รถเข็นสวนกันได้)
  • ทางเดินย่อย: 80–100 ซม.
  • ระยะห่างระหว่างเชลฟ์กับผนัง: 60 ซม. ขึ้นไป

 อย่าให้เชลฟ์ชิดกันจนลูกค้าหันตัวหรือหยิบสินค้าไม่ได้

  1. ความสัมพันธ์ของสัดส่วนในพื้นที่จำกัด

หากมีพื้นที่จำกัด เช่น 4 × 8 เมตร:

  • ใช้เชลฟ์สูงไม่เกิน 120 ซม. กลางร้าน 3–4 แถว
  • รอบผนังใช้เชลฟ์สูง 200 ซม.
  • เว้นพื้นที่หน้าแคชเชียร์ 2 เมตร × 2 เมตร

จัดเรียงแบบ “U shape” หรือ “Loop Layout” ให้ลูกค้าเดินวนได้ครบทุกหมวด

หมายเหตุ ภาพด้านบนเป็นการออกแบบคร่าวๆ ให้ได้เห็นความสัมพันธ์ของพื้นที่กับขนาดเชลฟ์ที่ใช้ ซึ่งไม่ได้คำนึงเรื่องประเภทสินค้าที่ใช้ในร้าน ถ้าต้องใช้งานจริงจะต้องประเมินวิธีการเดินของลูกค้า กลุ่มสินค้าที่จัดวาง ภาพพื้นที่การจัดวางก็จะเปลี่ยนไป

บทความโดย : ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ (CFE) ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีก และ แฟรนไชส์
สนใจปรึกษาธุรกิจ In-House Training ติดต่อสอบถาม : 099-615-2647
Line : @coachandconsulting
Facebook : https://www.facebook.com/BICTRAININGCENTER
Share on:
เส้นทางการพัฒนาของธุรกิจ Dark Kitchen / Cloud Kitchen
บทบาทของผู้จัดการร้านค้าปลีก

Search

Latest Post

Thumb
Meiyiji
03/02/2026
Thumb
Meiyiji
08/01/2026
Thumb
สภาวะธุ
07/01/2026

Categories

  • Advisor (1)
  • Business (22)
  • Business Insights (15)
  • Fashion (1)
  • Restaurant (4)
  • Retail (16)
  • Training (1)
BIC DARK

สร้างมาตรฐานในการพัฒนาธุรกิจ และสร้างรูปแบบการ แข่งขันทางธุรกิจที่ได้เปรียบ ยกระดับความสามารถทาง การแข่งขันให้ธุรกิจในสถานการณ์ธุรกิจจริง

  • บริษัท บิสิเนส โค้ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด
    872/10 หมู่บ้านเดอะริชเอกชัย ถนนเอกชัย
    แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150
  • 099-615-2647 / 02-450-1335
  • contact@coachandconsulting.com

About Us

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • หลักสูตรพัฒนาธุรกิจ
  • In-house Training
  • บทความและข่าวสาร

Our Courses

  • Advanced Franchise Program (AFP)
  • Franchise Business Develope (FBD)
  • Professional Business Design (PBD)
  • Growth Strategies Program
  • Retail Management Program
  • Restaurant Management Program

Contacts

Enter your email address to register to our newsletter subscription

Icon-facebook Icon-instagram
Copyright © 2025 Business Intelligence Center. All Rights Reserved
BIC DARKBIC
Sign inSign up

Sign in

Don’t have an account? Sign up
Lost your password?

Sign up

Already have an account? Sign in